การเจริญสติ ต่างจากการเจิรญมรรค อย่างไร

22 มี.ค. 56 / 1091 อ่าน

สารีบุตร! ที่มักมีคำกล่าวกันว่า โสดาบัน โสดาบัน ดังนี้เป็นอย่างไรเล่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านผู้ใดเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยอริยมรรคมีองค์๘นี้อยู่ ผู้เช่นนั้นแล ข้าพระองค์เรียกบุคคลผู้นั้นว่า พระโสดาบัน ผู้มีชื่ออย่างนี้อย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้อย่างนี้ พระเจ้าค่ะ สารีบุตร! ถูกแล้ว ถูกแล้ว ผู้ที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยอริยมรรคมีองค์๘นี้อยู่ ถึงเราเองก็เรียกผู้เป็นเช่นนั้นว่าเป็น พระโสดาบัน ผู้มีชื่ออย่างนี้อย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้อย่างนี้...   ทั้งพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตรไม่ได้กล่าวเลยว่า ผู้ที่เจริญสติอยู่ เอะอะนักปฏิบัติก็จะบอกว่า เจริญสติไว้ ฟังดูดีนะแต่พูดผิดพูดใหม่ดีกว่า และจะพูดใหม่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกด้วย เพราะเราไม่รู้จัก มรรคมีองค์๘ วันนี้จึงพูดตามๆกันมาโดยไม่รู้เรื่อง เห็นวิทยากรตามคอร์สเขาพูดกัน เห็นนักปฏิบัติรุ่นก่อนเขาพูดกัน ก็เลย สีลพพตุปาทานไปกับเขาด้วย   ก่อนท่านจะอ่านต่อไป ไปหาหนังสือสวดมนต์แปล แล้วศึกษาว่าบทสวด อริยมรรคมีองค์๘ คืออะไร หรือเอาง่ายๆเลยหาหนังสือ กลัวเกิด ไม่กลัวตาย หรือไม่ก็การบรรยายตามคอร์สต่างๆที่สาธยายถึงมรรคมาศึกษาดู ในไฟล์เสียงมีให้ดาวน์โหลดอยู่   จากนี้ไปจะถือว่าท่านรู้มรรคมีองค์๘ แล้วว่ามรรคแต่ละองค์หมายถึงอะไร   เราจะลองมาดูว่า เราว่าเราปฏิบัติธรรม แล้วใช้คำว่า เจริญสติ มากินรวบทุกอย่างมันพลาดตรงไหน ทำไม่พระพุทธเจ้าใช้คำว่า เจริญมรรค ท่านไม่ได้ใช้คำว่า เจริญสติ
  • เวลาโกรธ คนทั่วไปบอกว่า มีสติรู้ไว้ คือให้เข้าไปรู้โกรธเอาไว้ (คงคิดเอาเองว่าจะได้เห็นการเกิดดับของโกรธ) แต่การเจริญมรรคคือ ใช้มรรคข้อที่๖ สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ ให้เพียรละอกุศล ผิดกันแล้วนะ หากท่านเถียงในใจว่า ก็จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็พูดไว้ชัดเจนว่า ให้รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ จิตไม่มีโทสะ แล้วจะผิดได้อย่างไร? เอาล่ะ พูดเองย้อนกลับไปอ่านอีกครั้งหนึ่ง ที่เราเข้าไปนั้น เอาให้แน่ว่า เห็นว่าจิตมีโทสะหรือเรามีโทสะ และที่สำคัญคือ ถ้าเห็นว่าจิตมีโทสะ นั่นไม่มีเราเข้าไปปนในผู้ดู และผู้ถูกดูก็ไม่เป็นของเราด้วยเช่นกัน สภาพนั้นจิตต้องตั้งมั่นมาก เพราะจิตไม่ตั้งมั่นจากการเจริญมรรค การดูการรู้จึงหลงทั้งหมด เมื่อหลงจะเกิดเป็นภพ..ชาติ..ชรามรณะ ต่อไปเรื่อยๆ
  • เวลาเล่นเกม ติดเกม คนทั่วไปบอกว่าให้มีสติตามรู้ไว้ แต่การเจริญมรรค ใช้มรรคองค์ที่๒ สัมมาสังกัปโป การดำริชอบ เพราะเห็นว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ จึงดำริที่จะ เนกขัมมะออกจากกาม คือวางสิ่งนั้นลง หรือถอนฉันทราคะในสิ่งนั้นๆ คือถอนความพอใจเมื่อเห็นโทษภัยของมัน ตกลงละ หรือ รู้ ฟองก๊าซไข่เน่า เกิดเป็นกลิ่นเหม็นจากน้ำในบ่อที่เน่า จะนั่งดูฟองก๊าซหรือ ถ้าทำอย่างนั้นเมื่อไหร่ฟองก๊าซไข่เน่าถึงจะหมดไป..ไม่มีวันซะล่ะ ถ้าไม่จัดการกับสภาพบ่อ การจัดการสภาพบ่อต้องใช้มรรคตั้งแต่องค์ที่ ๑-๖
  • เวลาไปกินอาหารที่เขาจัดไว้อย่างดี เขาว่าให้เจริญสติไว้ อันนี้ใช่ การเจริญสติและการเจริญมรรค เหมือนกันในข้อนี้ เพราะอาหารอย่างไรก็ต้องกิน จึงต้องกินอย่างมีปัญญา จะมีปัญญาก็อาศัยสมาธิไปละราคะก่อน เพราะการเจริญสตินั้น พระองค์บอกไว้แล้วว่า "มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจ และ ความไม่พอใจในโลกออกเสียได้" ดังนั้นตรงนี้เหมือนกัน เมื่อเจริญสติจะเห็นว่า เวทนาความสุขจากความพอใจหรือความไม่พอใจในรสชาติ จะเห็นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นดับไป ไม่มีอะไรให้ยึดถือ หรือแม้ว่าจะมองในมุมของอายตนะ ลิ้นหรือรส ก็เช่นกันล้วนเกิดขึ้นดับไป ตรงนี้คำว่าเจริญมรรค คือการเจริญสติ
  • มีความหลงไหลในเพศตรงข้าม บางคนทนไม่ไหวอยากไปเที่ยวสถานเริงรมย์เช่นอาบอบนวด เมื่อถามนักปฏิบัติก็ตอบว่า เจริญสติไว้ ?? ส่วนการเจริญมรรคนั้น จากการเนกขัมมะในมรรคองค์ที่๒ แล้ว ในมรรคองค์ที่๒ ยังกล่าวถึงการไม่มุ่งร้าย การไม่เบียดเบียนอีก ซึ่งนั่นนำไปสู่มรรคองค์ที่๔ สัมมากัมมันโต เป็นศีลในข้อ ๑ ๒ ๓ ซึ่งหากเรามีคู่อยู่แล้ว นี่จะเป็นการทำร้ายจิตใจของคู่ของเราหรืออาจจะไปทำร้ายคู่ของคนอื่นหรือไปทำร้ายจิตใจพ่อแม่ของเขาอีก ตกลง จะเอาแค่รู้ กิริยาอาการเคลื่อนไหวในขณะกำลังสมสู่อย่างนั้นหรือ ที่ว่าให้เจริญสติ มันทะแม่งๆนะ แล้วมีวิทยากรตอบอย่างนี้จริงๆ
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆที่ต้องการจะสื่อให้นักปฏิบัติได้เข้าใจ เพราะการเจริญสติ เป็น ส่วนหนึ่งของการเจริญมรรคเท่านั้นเองไม่ใช่ทุกอย่างๆจะเจริญสติกันอยู่เรื่อย จนมีคนเขาพูดทำนองแซวๆว่า ขโมยก็มีสติ คนกำลังด่าคนอื่นอื่นอยู่ ก็ว่าตัวเองมีสติ เราเอาสติมาใช้กันจนเฝือ โดยไม่ดูเลยว่า สติที่ใช้ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น มีไว้ให้เห็นว่า กายนี้ไม่ใช่ตัวตน บุคคล เราเขา เล่นโยคะก็ว่าฝึกกายาฯ มันเลยเลอะเทอะไปกันใหญ่ กำลังเอาคัตเตอร์ไปตัดต้นมะพร้าวกันแล้ว   วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราควรทำการศึกษาและเจริญมรรค หลายท่านมุ่งมั่นปรารถนาในหนทางแห่งการพ้นทุกข์ ไม่อยากให้เสียเวลา สะเปะสะปะ ปฏิบัติอย่างมีปัญญา หนทางแห่งการพ้นทุกข์อยู่ที่กายยาววาหนาคืบนี้เอง ไม่ได้อยู่ที่ครูบาอาจารย์องค์ไหน ส่วนของท่านก็เป็นของท่าน ส่วนที่เรานี่ล่ะที่ต้องทำเอาเอง หนทางนั้นไม่ได้ไกลอย่างกรุงเทพ-เชียงใหม่ แต่หนทางอยู่บนลู่วิ่งสายพาน ถึงไม่ถึงอยู่ที่มีคนวิ่งไหม ถ้ายังมีคนวิ่งก็เหนื่อยแต่ยิ่งเหนื่อยก็ต้องวิ่งต่อไป จนเข้าใจ เข้าถึง รู้แจ้ง สลัดคืนเมื่อไหร่ เมื่อนั้นจะไม่มีผู้วิ่ง จะเหลือแต่สังขารวิ่งไปชลอลง ชลอลงตามสภาพวิบากและอายุของเขา จนเสื่อมไป สลายตัวออกจากลู่วิ่ง สายพานของโลกยังคงหมุนต่อไป เพราะยังมีผู้วิ่ง วิ่งกันเต็มฟิตเนส แล้วต่างก็ตะโกนบอกกันทำนองเรียกร้องความเห็นใจว่า เหนื่อยจริงๆ แต่น่าแปลกไม่เห็นมีใครคิดจะหยุดวิ่งแถมยังดูเหมือนว่า ยิ่งวิ่งยิ่งมันส์ ...พวกปากกับใจไม่ตรงกัน   2013-03-22