สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเป็นไปตามเหตุและปัจจัย

24 ธ.ค. 55 / 3094 อ่าน

สรรพสิ่งในโลกมีความเปลี่ยนไปทุกขณะตามเหตุปัจจัยที่มากระทำไม่ว่าการกระทำนั้นจะเห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงหรือเห็นไม่ได้ในการเปลี่ยนแปลงก็ตาม ดังเช่นหากเรามองเฉพาะเข็มสั้นบนหน้าปัทม์นาฬิกาเราจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในเวลาที่เรามองแต่นั่นไปได้แปลว่ามันไม่เปลี่ยน หากท่านมองไปที่เข็มยาวท่านก็แทบจะไม่เห็นแต่ถ้ามีสมาธิในการสังเกตจะเห็นการเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ่นตลอดเวลาในเข็มสั้นเช่นเดียวกัน แต่หากเรามองไปที่เข็มวินาทีเราไม่ต้องใช้ปัญญาหรือสมาธิใดๆในการเปลี่ยนแปลงทุกขณะของเข็มวินาทีที่เปลี่ยนแปลงไปทุกๆขณะอย่างรวดเร็ว แต่เราเคยเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บนหน้าปัทม์นาฬิกาของท่านบ้างไหม? ไม่เลยเพราะท่านมองว่ามันเป็นธรรมดาของการบอกเวลา นาฬิกาทุกเรือนเขาก็สร้างมาอย่างนี้เพื่อวัตถุประสงค์ให้เรารู้ว่ากี่โมง คนทั้งโลกก็เห็นแต่สิ่งเดียวกันคือเวลาบนนาฬิกานี่ ความเคยชิน การคิดว่าคนนั้นคนนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เป็นธรรมดาจึงปิดบังความจริงของโลกทั้งหมด   และที่สำคัญยิ่งกว่าที่พูดมาทั้งหมด เมื่อเราเห็นอย่างนี้แล้วจงรู้เถอะว่าเวลาแต่ละวินาทีที่เลื่อนไปกำลังเลื่อนไปสู่สิ่งใหม่ไม่ใช่สิ่งเดิมที่เป็นแพทเทอร์นหรือรูปแบบตามเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา หากเรายึดถือว่ามันก็เป็นไปอย่างนี้เป็นธรรมดา เราจะพลาดจากปัญญาที่แท้จริง ผมเคยพูดเสมอว่า เราเคยป่วยแล้วตายไหมตั้งแต่เกิดมา เมื่อท่านได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าถามอะไรบ้าๆ ไร้สาระ ตอบซิ..ถ้าตายจะมานั่งอ่านอยู่นี่เหรอ..ใช่ เพราะเราป่วยแล้วไม่เคยตายสักที แล้วทำไมการป่วยครั้งที่ท่านต้องตายจริงๆท่านจะคิดหรือว่าเป็นครั้งนี้ล่ะ เชื่อเถอะว่าทุกคนที่ป่วยจะคิดเหมือนกันว่าเดี๋ยวก็หาย แต่หากว่าถ้าหมดความรู้สึกเป็นผักนอนนิ่งสงบอย่างที่คนภายนอกเห็นกัน แต่ภายในใจของผู้ที่นอนเป็นนั้นไม่เคยปราศจากจากความรู้สึกนึกคิดสักวินาทีเดียว ลองคิดดูว่ามันจะทรมานขนาดไหนหากเรื่องแบบนั้นเกิดกับคนที่ไม่เคยฝึกที่จะปล่อยวาง   ในตอนเป็นมนุษย์ทุกคนก็ล้วนเก่งมีตัวตนสร้างกุศล อกุศลกันมากมายแตกต่างกัน สร้างฐานะ สร้างฐานสู่อำนาจ ต่อให้ร่ำรวยล้นฟ้าจนชาตินี้กินไม่หมด (แต่ที่เหลือเอาไปไม่ได้ ) สุดท้ายเมื่อเกมใกล้จะจบหรือเกมจบทุกอย่างกลับไม่ค่อยเป็นไปอย่างใจหวังเลย อย่างกรณี พล.ต. สนั่น ขจรประสาท ผมต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่เคยรู้จักท่านไม่มีอคติต่อท่าน ไม่มีความรู้สึกทางลบทางบวกกับท่าน แต่ขออนุญาตเพราะผมเห็นแล้วรูสึกอย่างนี้จริงๆ หากท่านเป็นอุทาหรณ์ให้คนที่ใช้ชีวิตอยู่แล้วเห็นธรรมได้ก็ขอให้อานิสงก์จงไปสู่ท่านเถิด ถึงวันที่ท่านเข้าสู่สภาพผักทุกอย่างสำหรับท่านคือจบ ที่เหลือขณะนี้ก็คือความรู้สึกที่อยู่ภายใน ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์หรืออทุกขมสุขคือกลางๆ แต่ในความจริงแท้คือทุกข์แน่ๆ ลองดูตัวเราเองเวลาเราสูญเสียอะไรเราใช้เวลาทำใจนานไหม ช่วงที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆมันจะทุกข์มากแล้วก็ชินกับมัน ดูเหมือนดีนะคำว่าชินเนี่ยะ แต่นั่นคือการเปลี่ยนโหมดโทสะเข้าสู่โมหะคือความหลงแทน ไม่ได้เห็นทุกข์ รู้ทุกข์หรอก มันวนเวียนอยู่แค่นี้ล่ะ เราไม่ได้รู้ทุกข์ในอริยสัจหรอก เราเป็นทุกข์ เราจมอยู่กับทุกข์เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยนใจเราก็เปลี่ยนต่อไปโดยการบงการของโลก   ขณะที่ผมเดินทางไปอินเดียเมื่อวันที่ 18-25 ธค.55 ผมเริ่มเป็นคออักเสบตั้งแต่วันแรกที่เดินทาง ผมจึงเตรียมยาแก้อักเสกชนิดแรงที่ปรกติกินแล้วหายแน่นอนมาด้วย จนกระทั้งเมื่อเดินทางมาถึงอินเดีย อาการกลับหนักขึ้นเรื่อยๆและร่างกายทรุดลงในที่สุด ทั้งไข้ขึ้น ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไออย่างรุนแรง เวียนหัว ทำให้ไม่สามารถเดินทางร่วมไปตามสถานที่ต่างๆในตารางได้ ผมพูดกับเจ้าภาพทุกวันบนโต๊ะอาหารในธรรมะที่เกิดขึ้นในแต่ละมื้อเพื่อให้ได้ทำหน้าที่เพราะผมคงไม่สามารถทำหน้าที่ของผมได้สมบูรณ์นัก โดยเฉพาะตอนที่แต่ละคนแนะนำตัว บางท่านบอกว่าทันทีที่รู้ว่าเดินทางกับอ.ประเสริฐจองทันที ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหนและราคาเท่าไหร่ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้ท่านที่ตั้งใจมาเพื่อจะได้ฟังธรรมคลาดจากการฟังธรรมไป ผมก็คงทำหน้าที่พูดเท่าที่พูดได้เพราะพูดมากคนฟังก็คงรำคาญเพราะไออย่างกับคนเป็นวัณโรคต้องใส่หน้ากากเพราะมันจะทำให้คนในรถสบายใจว่าผมจะไม่แพร่เชื้อ เพราะเขาคงจะไม่สบายใจแต่ไม่กล้าพูดหรือคนเขากำลังมีความสุขกันอยู่แต่คำพูดคำสอนอาจจะไปทำลายความสุขของใครเข้า หากผู้นั้นไม่เคยเข้าสู่การปฏิบัติธรรม ยังหลงคิดว่าความสุขสนุกสนานเป็นของดีน่าปลื้มน่าเสพกันอยู่   ทำให้ผมนึกถึงพุทธพจน์ที่พระองค์กล่าวเมื่อเราบรรลือสีหนาทในเรื่องอริยสัจ สัตว์โลกทั้งหลายผู้ที่คิดว่าสรรพสิ่งเป็นนิจจังทั้งเทวดา มนุษย์ พรหม ต่างพากันวิ่งหนีตกใจอย่างไม่คิดชีวิตดั่งสัตว์น้อยใหญ่เมื่อได้ยินเสียงคำรามอันกึกก้องของราชสีห์ผู้ทรงอำนาจฉันนั้น แต่หากสิ่งที่ผมทำจะได้เพียงแมวร้องซึ่งทำให้หนูบางตัวรู้สึกขึ้นมาได้นั่นก็คงเพียงพอกับความเป็นสาวกแล้ว แต่ปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่มากนักก็คือตอนนี้ แมวเมี๊ยวเสียงก็เบาอยู่แล้วดันคออักเสบซะอีกหนูเลยไม่ได้ประโยชน์พากันหลงระเริงวิ่งเล่นกันอย่างสุกสนานอีกต่างหาก   กลับมาที่อาการเจ็บป่วย สภาพที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงร่างกายนี้ก็พยายามปรับตัวต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาสภาพของเขา เนื่องจากรูปนามเป็นอย่างนี้จึงเกิดความเป็นอนิจจังให้เห็น เราเห็นอนิจจังเพราะความเปลี่ยนแปลงเพราะมีเหตุปัจจัยสารพัดมากระทบ แน่นอนอาการคออักเสบที่เกิดขึ้นมาจากการใช้เสียงอย่างมากและต่อเนื่องนั่นเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมสะสมมาตลอดก็ต้องวันที่ทรุดลงในที่สุด มันไม่ได้เพิ่งเกิดหรอกมันเกิดมาตลอดนั่นล่ะ แต่เมื่อมันทรุด(คือจุดที่เราเห็นได้) นั่นก็เป็นสภาพการใช้งานของสังขารนั่นเอง การกินยาก็เป็นอีกเหตุปัจจัยที่เข้าไปกระทบ เขาไม่ได้ทำเพื่อได้ดีหรือให้เหมือนเดิม เขานั้นว่างจากตัวตนในแต่ละขณะไม่เคยมีเขามีเรา คำว่า"เขา"เป็นการยืมภาษาโลกมาสื่อสารเฉยๆไม่ได้เอาความหมายของมันมาทั้งหมดมิฉะนั้นภาษาธรรมจะสื่อสารไม่ได้   ดังนั้นเมื่อเห็นอย่างนี้จึงไม่เกิดการคาดหวังผิดๆให้เกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้น เดี๋ยวก็หายดีเหมือนเดิม ต่อให้ที่ว่าเหมือนเดิมพูดได้เหมือนเดิมก็ไม่ใช่ของเดิม จะเดิมได้อย่างเวลาของสังขาร(อายุของเรา) โดยรวมก็มีอายุก็เปลี่ยนแปลงไปทุกๆวันบนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเช่นกันต่อให้ไม่ป่วยก็ตาม ในเมื่อสิ่งนี้ตั้งอยู่บนสังขารที่อายุเปลี่ยนไปมันจะเหมือนเดิมไปได้อย่างไร ต่อให้จากนี้ไปจะพูดไม่ได้อีกนั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาอันใดเพราะมันก็เป็นเช่นนั้นของมัน ก็รักษาทำเหตุเท่าที่ทำได้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ไปอย่างนั้นล่ะ รูปนามเป็นของมันอย่างนี้มีสภาพทุกข์ ยึดถือของเป็นทุกข์ทำไมจะไม่ทุกข์ล่ะ ในที่สุดก็จะหมดความยึดถือสิ่งที่มีสภาพที่เป็นสังขตลักษณะทั้งหมด(มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ มีความดับปรากฏ) แต่นั่นต้องเห็นไตรลักษณ์อย่างเข้มข้นด้วยจิตที่ตั่งมั่นไม่เอนเอียง จนเป็นประสบการณ์ที่เข้าเลือดเข้าเนื้อเข้ากระดูกจึงจะเกิดปัญญารู้แจ้งขึ้นมาว่าสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่เป็นสังขาร(คือมีชีวิต)และมิใช่สังขาร(คือไม่มีชีวิต) ล้วนเป็นไปตามเหตุและปัจจัยไม่มีตัวตนคือความเป็นอนัตตา ที่เราสวดมนต์กันนั่นล่ะ สัพเพธัมมาอนัตตา หากท่านยังสงสัยว่าแล้วถ้านี่ไม่ใช่ของเราแล้วจะเป็นใครเพราะเราก็รู้สึกอย่างนั้นมาตลอด อ่านพุทธพจน์บทนี้ประกอบ "ภิกษุทั้งหลาย กายนี้ไม่ใช่ของเธอทั้งหลายและไม่ใช่ของบุคคลเหล่าอื่น เป็นกรรมเก่า มีปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีปัจจัยทำให้เกิดความรู้สึก เป็นสิ่งที่มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้" แต่ด้วยความไม่รู้จึงไปสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในสังขารนี้ขึ้นมาเอง จึงทุกข์แล้วสร้างเหตุเกิดต่อไปไม่หยุด ด้วยกุศลและอกุศล ดังนั้นภพชาติที่จะต้องไปเวียนก็จะเป็นสุคติและทุคติตามที่ท่านทำมาเอง แต่ที่น่ากลัวคือท่านสร้างอกุศลมากกว่าเพราะสันดานที่มีในรูปนามนี้จะดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดนั่นคือเบียดเบียดคนอื่นอย่างไม่สนใจใยดีและจะสนับสนุนว่าการกระทำของตนเองถูก รูปนามนี้แม้จะเป็นทุกข์อย่างไงก็ยังกลัวตาย จนความทุกข์มากขึ้นจนรับไม่ไหวก็อยากตายเพื่อจะหนีทุกข์ แต่หนีไม่เคยพ้น เพราะไปสร้างเหตุเกิดทุกข์ไม่หยุดนั่นเอง     การมาสี่สังเวฯเที่ยวนี้แทบจะมิได้ไปที่สถานที่ที่มีชื่อว่าสี่สังเวชนียสถานเลยเพราะมัวแต่นอนป่วยอยู่ในโรงแรม แต่สี่สังเวชนียสถานที่ได้เห็นครั้งนี้กลับอยู่สังขารนี่เอง สถานที่เกิด ตรัสรู้ แสดงธรรม และการดับไปซึ่งความจริงไม่ใช่ตายหรอก ตายนั้นมันเปลือกๆซากมันหมดลม วิญญาณธาตุมันแยกไปแล้ว แต่สภาพของสังขารไม่เห็นมันตายเลย มันก็ยังทุกขังอยู่ที่ทั้งอืดทั้งพองเปลี่ยแปลงอยู่ตลอดเวลา ตากแดดก็เปื่อยเร็ว แช่น้ำก็พองมากเปื่อยยุ่ยต่อไป ไม่เห็นมันเคยหยุดอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาสักวินาที   ขอบคุณและอนุโมทนากับเจ้าภาพและเพื่อนร่วมทางทุกคน ดังนั้นท่านที่จะไปให้ถึงสี่สังเวฯหากได้กุศลก็เป็นการสร้างเหตุเกิดที่ดี แต่นั่นยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ แต่หากมาถึงที่ที่พระองค์ตรัสรู้แล้วทำไมไม่เอาให้ได้ยิ่งกว่านั้น คือเข้าให้ถึงปัญญาการตรัสรู้ที่แท้จริงของพระพุทธองค์นั่นล่ะเริ่มจากเห็นไตรลักษณ์เห็นทุกข์(ไม่เป็นทุกข์) เข้าถึงรูปนาม คลายความยึดถือ ปล่อยวาง สลัดคืน แล้วจะถอดถอดความเห็นผิด จนวันหนึ่งได้พบกับความสงบเย็นในใจที่อิสระจะสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่รอตายถึงจะถึงนิพพาน นี่ล่ะคือตายก่อนตาย ..นี่ล่ะคือสุญญตา นี่ล่ะนิพพาน   2012-12-24