เวลาของภพภูมิ

10 มิ.ย. 56 / 377 อ่าน

โลกเราวัด 1 วัน ตรงที่การหมุนของโลกรอบตัวเอง ดังนั้น1 วันไม่ได้มีความจริงอะไรเลยเราสร้างกฎเกณฑ์ให้ใช้ตรงกันเท่านั้น เหมือนปีใหม่ ฝรั่งว่า 1 มกราคม จีนเอาตรุษจีน ไทยเอา สงกรานต์ new year เลยไปกันคนละทางเพราะต่างคนต่างบัญญัติกันภายใต้เหตุผลของตน แล้วของใครดีกว่ากัน ... โอ้ยเถียงกันไปเถอะ เป็นเปรตเฝ้าเหตุเฝ้าผล ทุกข์กันไม่จบ เถียงเรื่องที่ไร้ค่า ยิ่งเถียงยิ่งทุกข์   ลองเอาเวลาที่ใช้นาฬิกาวัดออก ลองใช้ความรู้สึกบอกซิว่า อันไหนนาน อันไหนเร็ว  
  1. ออกไปเที่ยวกับคนที่ท่านรักที่เพิ่งจีบกันใหม่ๆ 1 วัน ท่านว่า เร็วหรือนาน
 
  1. แม่นั่งรอลูกที่ขอออกไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วบอกกลับดึก แล้วลูกกลับบ้านตอนตี2 ท่านว่าแม่ที่นั่งรอลูกจะว่า เร็วหรือนาน
 
  1. นัดเพื่อนไว้หน้าโรงหนัง หนังก็กำลังจะฉายแล้ว แต่ละนาทีที่ผ่านไป ท่านว่า เร็วหรือนาน
 
  1. ท่านไปเที่ยวต่างประเทศ 7 วัน แต่เพื่อนเกิดขับรถไปชนคนตายวันที่ท่านเดินทางไปพอดี ท่านกลับมาด้วยความสุขสนุกสนาน มารู้ว่าเพื่อนติดคุกรีบไปเยี่ยม ท่านว่าความรู้สึกของท่านเร็วเหลือเกินแต่ของเพื่อนติดคุกในเวลาเท่าที่ท่านไปเมืองนอก ความรู้สึกของเขานานกว่าของท่านไหม
  เอาล่ะ เวลาจริงๆถ้าเอาการหมุนของโลกที่เราไปยึดไว้ออก เอาเฉพาะความรู้สึก เร็ว ช้า นาน ที่คนๆนั้นล่ะเป็นตัวบอกแทน ท่านว่าจะเทียบกันอย่างไร อย่างในตัวอย่างด้านบนข้อ 4 นี่จึงไม่เป็นการง่ายที่จะเปรียบเทียบเวลาในความรู้สึก ภพภูมิอื่นไม่มีพระอาทิตย์ พระจันทร์เป็นดวงๆเป็นรูปหมุนขึ้นหมุนลง จึงเป็นความรู้สึกแบบยาวรวดเดียว เคยฝันร้ายไหมแบบวิ่งหนีใจจะขาดแล้ววิ่งได้ช้าเหลือเกิน ถ้าเวลาแบบที่เรากลัวสุดขีดนั้นยาวแบบไม่มีการตื่นมาคั่น ท่านว่ามันจะน่ากลัวแค่ไหน แล้วมันจะยาวนานขนาดไหนในความรู้สึกของท่าน   เอาล่ะถ้าเราต้องเทียบของความรู้สึก เราจะทำอย่างไร ในเมื่อมาตรฐานที่เราใช้กันบนโลกคือ วัน เดือน ปี ไม่ใช่มาตรฐานของภพภูมิ   ในตัวอย่างข้อ 4 คนที่ติดคุกเหมือนตกอยู่ในขุมนรก เวลาในความรู้สึกของเขาผ่านไปอย่างช้าๆอย่างยาวนาน ในขณะที่คนไปเที่ยวต่างประเทศ เวลาของเขาในความเพลิดเพลินอาจรู้สึกว่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่บนความรู้สึกที่ว่าผ่านไปเร็วหรือผ่านไปช้านี้ ก็ยังวัดความเป็นกุศล อกุศลไม่ได้ คนตั้งวงดื่มเหล้าก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว คนนั่งเล่นไพ่ก็รู้สึกว่า เวลาผ่านไปเร็ว นั่นจึงบอกไม่ได้ว่าการผ่านไปเร็วหรือช้าเป็นกุศลหรืออกุศล เพราะการเผลอเพลินนั้น ง่ายที่จะสร้างนรกขึ้นมาด้วยความไม่รู้ เช่นการเล่นไพ่ ตอนเล่นแล้วได้ก็เพลิน แต่พอหมดตัวก็อยากที่จะหาเงินไปแก้ตัว เวลานั้นจะบีบคั้นเป็นทุกข์มากเวลาก็จะยาวนานในความรู้สึกของคนๆนั้น หรือคนติดยาเสพติด ตอนเสพที่มีความสุขชั่วครู่เขาจะรู้สึกมันแป๊บเดียว แต่ระหว่างที่อยากยาแล้วเกิดความทุกข์ทรมาน เวลามันผ่านไปช้าเหลือเกินราวกับเดินในอุโมงค์มืดมิดที่ไม่มีปลายทางออก   ในพระสูตรต่างๆอาทิเช่น ที่พระองค์ตรัสเล่าให้นางวิสาขาฟังถึงอานิสงส์ของการถืออุโบสถศีล นั้นส่งผลให้เกิดในภพภูมิของเทวดาในชั้นต่างๆ ท่านตรัสว่าเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบให้มนุษย์ฟังว่าอายุเทวดานานเพียงใด หรือ คนที่ด่าพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะแล้วไปเกิดในปทุมนรก ท่านก็ว่าเป็นการยากเช่นกันที่จะบอกว่าผู้ที่ตกนรกขุมนี้นานแค่ไหน จะสังเกตว่าท่านจะไม่เทียบเป็นวันแบบ 24 ชม.เพราะมันเป็นสมมติบัญญัติ หากภูมิมนุษย์ไม่ได้อยู่โลกแบบนี้ หมุนรอบพระอาทิตย์แบบนี้ การอุปมาจะไม่เป็นอกาลิโก   ท่านยกตัวอย่างเช่นหากเอาเมล็ดงาใส่ในเกวียนแล้วทุกๆหนึ่งแสนปีเอาออกหนึ่งเมล็ด จนเอาออกหมดนั่นเท่ากับ 1 หน่วยแล้วก็มีการเปรียบเทียบต่อไปอีก เราจะรู้สึกว่ามันนานเหลือประมาณอายุในนรก     แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นหากเรามาดูว่า ความรู้สึกช้าเร็วนั้นมาจากการให้ค่าด้วยความไม่รู้จึงเกิดกาลเวลาขึ้นในใจ ดังนั้นหากเราไม่ให้ค่ากับสิ่งใดด้วยการปรุงแต่งขึ้นมาเป็นสังขาร (วิสังขาร) การกระทำนั้นๆจะไม่มีแรงเสียดทานให้เกิดเป็นเร็วเป็นนานขึ้นมา เป็นการกระทำไปด้วยสติและปัญญาที่ไม่มีประธานมาเป็นเจ้าของการกระทำนั้น สภาพต่างๆที่เข้ามากระทบไม่ว่าจะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเป็นสภาพสักแต่ว่า เป็นสภาพอิสระ ไร้แรงเสียดทาน ไร้ระยะทาง ไร้กาลเวลา พ้นไปจากวิบากเพราะไม่มีผู้รับ พ้นจากกรรม เพราะไม่มีผู้กระทำ เขาจึงเปลี่ยนคำว่า กรรม เป็น คำว่า กิริยา ในพระอรหันต์ วิสังขารเกิดขึ้นจาก อวิชชา เปลี่ยนเป็น วิชชา ดังนั้น วิญญานจึงดับ เมื่อวิญญานดับ นามรูปก็ดับ ภพก็ดับ...   เมื่อนั้น "เธอ" จักไม่มี เมื่อใด "เธอ" ไม่มี เมื่อนั้น "เธอ" ก็ไม่ปรากฎในโลกนี้ ไม่ปรากฎในโลกอื่น ไม่ปรากฎในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง นั่นล่ะคือที่สุดแห่งทุกข์ล่ะ .. คำพระศาสดาตรัสกับพระพาหิยะ   2013-06-10